Latest posts

การผลิตภาพยนตร์ 3 มิติมีการทำงานอย่างไร

Posted by on 09/30/2014 | Comments Off

การผลิตภาพยนตร์สามมิติได้รับความนิยมอย่างมากในเวลานี้ รวมทั้งทั่วโลกยังให้ความสนใจ เพราะมีภาพยนตร์หลายเรื่องที่ประสบความสำเร็จสูง เช่น Avatar ที่ทำให้ผู้ชมสัมผัสโลกเสมือนจริงเหมือนเป็นตัวละครตัวนั้น โดยจริงๆแล้วเทคโนโลยี 3 มิติ มีมานานพอสมควรแล้ว ในยุคแรกๆเราจะเรียกการแยกภาพ 3D แบบดั้งเดิมว่า แว่นตาสีแดงและสีน้ำเงิน ที่เป็นการซ้อนภาพสองภาพซ้อนลงไปในเฟรมเดียวกัน แต่มีข้อเสียคือทำให้ภาพสีไม่สด แต่มีข้อดีตรงราคาถูก

หลักการทำงานแสดงภาพ 3 มิติ เป็นที่ต้องยอมรับกันว่ามาแรงพอสมควร ถ้ามองจากวงการไอทีเราจะเห็นว่าผู้ผลิตทีวีหลายๆราย เปิดตัวทีวี 3 มิติกันอย่างพร้อมเพียงตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา อีกทั้งผู้ผลิตภาพยนตร์เริ่มนำเสนอภาพยนตร์ที่เป็น 3 มิติ กันมากขึ้น ในที่นี้เรามาเรียนรู้หลักการทำงานและการผลิตภาพยนตร์ 3 มิติกันเถอะ

Anaglyph(แว่นตาน้ำเงิน/แดง)

เป็นที่ทราบกันดีว่าเทคโนโลยี 3 มิติ นั้นมีมานานตั้งแต่สมัยอดีตแล้ว ซึ่งในยุคนั้นจะให้เป็นแว่นตาสีแดง-น้ำเงิน เพื่อทำให้เราสามารถชมภาพยนตร์ 3 มิติ ได้ โดยมีหลักการทำงาน คือ ซ้อนภาพสองภาพลงไปบนเฟรมเดียวกัน โดยทั้งสองภาพจะมีสีที่แตกต่างกันและซ้อนภาพเหลื่อมกันเล็กน้อย แต่ถ้ามองด้วยตาเปล่าอาจจะทำให้เบลอได้ ดังนั้นจึงต้องมีแว่นตาในการกรองภาพให้ออกมาเป็น 3 มิติ

Polarized 3-D Glasses

เป็นการทำงานของภาพ 3 มิติที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ภาพยนตร์ต่างๆก็ใช้เทคนิคนี้เช่นกัน รวมไปถึงโรงภาพยนตร์ด้วย การทำงานจะคล้ายกับ Anaglyph โดยแสดงภาพลงมาในเฟรมเดียวกันเหมือนเดิม แต่ไม่ใช้สีเป็นฟิลเตอร์ แต่ใช้เป็นการวางช่องของภาพ ใช้หลักการตาซ้ายและตาขวามองเห็นภาพที่ไม่เหมือนกัน ทำให้มองเห็นออกมาเป็นสามมิติจากการสั่งการของสมอง และการทำงานแบบนี้ราคาจะไม่สูงมาก

ในต่างประเทศเริ่มส่งเสริมให้มีการผลิตภาพยนตร์ 3 มิติมากขึ้น เพราะในอนาคตภาพยนตร์รูปแบบนี้จะสร้างรายได้อย่างมหาศาลแน่นอน ดังนั้นภาพยนตร์ไทยและละครไทยควรใช้โอกาสในการทำการตลาดด้านภาพยนตร์ 3 มิติได้แล้ว อีกทั้งละครไทยยังเป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้บริโภคชาวเอเชียโดยเฉพาะชาวจีน แต่อย่างไรก็ตามควรศึกษากลุ่มเป้าหมายเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันด้วย

Tags: ,

ระบบทีวีดิจิตอลส่งผลให้เกิดโอกาสทางธุรกิจ

Posted by on 08/28/2014 | Comments Off

การเข้าสู่ยุคทีวีดิจิตอลจะก่อให้เกิดแนวโน้มและโอกาสทางธุรกิจ

คือ ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์มีช่องทางผลิตรายการป้อนสู่ช่องฟรีทีวีมากขึ้น การแข่งขันด้านคุณภาพของเนื้อหารายการโทรทัศน์ และนำเสนอความแตกต่างและแปลกใหม่เพื่อดึงดูดสายตาผู้ชม ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการผลิตรายการโทรทัศน์ เช่น ให้เช่าอุปกรณ์การถ่ายทำ ให้เช่าสตูดิโอ ให้เช่าชุดนักแสดง งานเทคนิคพิเศษ และงานตัดต่อ จะได้รับอานิสงส์ในการรับจ้างช่วงต่อ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้ชมที่เข้าสู่รูปแบบการชมโทรทัศน์พร้อมกับการใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ท ต้นทุนในการผลิตรายการโทรทัศน์ที่อยู่ในระดับสูง การสรรหาและผลิตรายการโทรทัศน์เพื่อให้เพียงพอสำหรับการถ่ายทอดไปยังผู้ชม

การส่งสัญญาณในรูปแบบดิจิตอลที่มีประสิทธิภาพ สามารถลดปัญหาคลื่นรบกวนสัญญาณภาพและเสียง นอกจากนี้การใช้เทคโนโลยีระบบดิจิตอลจะสามารถรองรับการให้บริการประยุกต์ในรูปแบบต่างๆในอนาคตได้ และยังเป็นการพัฒนาประสิทธิภาพการใช้คลื่นความถี่วิทยุให้สูงขึ้น เพราะหนึ่งคลื่นความถี่วิทยุ ระบบดิจิตอลจะสามารถออกอากาศช่องรายการโทรทัศน์ได้ถึง 8 – 25 ช่องรายการ ในขณะที่ระบบอะนาล็อกสามารถออกอากาศได้เพียงหนึ่งช่องรายการเท่านั้น จึงทำให้ทีวีดิจิตอลสามารถมีช่องได้มากถึง 48 ช่อง โดยแบ่งออกเป็นช่องบริการสาธารณะ 12 ช่อง ช่องบริการชุมชน 12 ช่อง และช่องบริการกลุ่มธุรกิจ 24 ช่อง

ความบันเทิงที่มีต้นทุนถูกที่สุดอย่างหนึ่งมาหลายทศวรรษแล้ว

และเป็นสื่อที่เข้าถึงคนเป็นวงกว้างและหลากหลาย ทำให้ทีวียังคงเป็นช่องทางหลักในการทำตลาดด้านโฆษณา โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องการเข้าถึงมวลชนจำนวน อย่างเช่นสินค้าอุปโภคบริโภค เรตติ้งของผู้ชมรายการทีวีแม้จะเป็นตัวแปรที่สำคัญ แต่เห็นได้บ่อยๆ ว่าการวัดเรตติ้งในยุคสมัยใหม่ก็มีข้อจำกัดหลายประการ อย่างไรก็ดีผู้ชนะในธุรกิจนี้ไม่มักค่อยยั่งยืน เนื่องจากเป็นสื่อที่ตามกระแสสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และไม่มีกลไกปกป้องความได้เปรียบ

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระบบทีวีดิจิตอลได้เปิดโอกาสให้กลุ่ม SME ในส่วนที่เกี่ยวข้องได้มีงานเข้ามามากขึ้น ดังนั้น SME ที่กำลังมองหาลู่ทางเพื่อเข้าเป็นส่วนหนึ่งของทีวีดิจิตอลนั้น ควรต้องเตรียมตัวและศึกษาข้อมูลในการเข้าไปเจรจากับทางผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทันกับเวลาของการเข้าสู่ยุคทีวีดิจิตอลอย่างสมบูรณ์ในเร็วๆนี้ เพราะกระแสทีวีดิจิตอลที่กำลังร้อนแรงอยู่ในขณะนี้ทำให้หลายฝ่ายเฝ้าติดตามการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น ทั้งในเรื่องของความหลากหลายของช่องรายการ และโอกาสในด้านธุรกิจโดยเฉพาะผู้ประกอบการธุรกิจ SME ซึ่งสถาบันต่างๆได้ประเมินว่าน่าจะได้รับปัจจัยที่เป็นไปทางด้านบวก

Tags: , ,

การศึกษาขั้นตอนการทำธุรกิจประเภทคลื่นวิทยุและโฆษณาต่างๆ

Posted by on 06/23/2014 | Comments Off

9

ส่วนใหญ่คลื่นวิทยุทั่วไปจะเน้นทางแรกคือ การหาค่าโฆษณา สปอนเซอร์ส่วนทางที่สองจะเป็นวิทยุชุมชน ที่มีแฟนคลับเฉพาะกลุ่มติดตามอยู่ขอกล่าวถึงทางที่สองก่อน นั่นก็คือรายได้จากการขายสินค้าตรงมีเพื่อนทำโรงงานผลิตอาหารเสริมคนหนึ่ง เค้าได้เล่าให้ฟังว่ามีพี่ที่เป็นลูกค้าทำวิทยุท้องถิ่นอยู่ เปิดเพลงไทยและจีนโบราณสลับกันทั้งวันโดยกลุ่มคนฟังจะเป็นคนที่มีอายุมาก พี่เค้าก็เลยสั่งน้ำมันรำข้าวมาขายปรากฏว่า “ขายดีเหลือเชื่อ” เฉลี่ยเดือนละเป็นล้านๆซึ่งพนักงานมีแค่เค้ากับภรรยาและจ้างวินมอเตอร์ไซด์ไปส่งของตามบ้านทำไมถึงสำเร็จก็เพราะสินค้าที่เค้านำมาขายตรง ตรงกับกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจนคือกินแล้ว สุขภาพดี แข็งแรง ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บพูดทุกวัน ฟังทุกวัน ไม่เคลิ้มก็ให้รู้ไป

ย้อนกลับมาที่ทางแรกคือ รายได้จากค่าโฆษณา สปอนเซอร์เป็นคนหนึ่งที่มักจะมีคลื่นวิทยุเข้ามานำเสนอ ให้ลงโฆษณาบ่อยๆก็มีที่สนใจบ้างและไม่สนใจบ้าง เกณฑ์ที่ใช้พิจารณามีดังนี้ คลื่นดังไหม คลื่นมีกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มไหน ราคานำเสนอรับได้ไหม ดูง่ายๆ แค่ 3 ข้อนี้ ส่วนเรื่องอื่นๆ แทบจะไม่ได้ฟังเลยซึ่งถ้าเพื่อนๆ เพิ่งเริ่มทำธุรกิจวิทยุและหวังที่จะหารายได้จากค่าโฆษณาและสปอนเซอร์แล้วละก็จะเห็นได้เลยว่าช่วงแรกจะขายสปอต ขายแพ๊คเกจ ยากมาก ทั้งเข้าลูกค้าโดยตรงหรือผ่าน Media Agency เพราะลูกค้าจะไม่ค่อยสนใจ ขนาดขอเข้าไปเจอ ถ้าไม่รู้จัก หรือยุ่งๆ อยู่ ก็ไม่ได้เจอดังนั้นพูดได้เลยว่า การทำตลาดในธุรกิจวิทยุ ช่วงแรกจะหืดมาก แต่ก็ไม่ใช่จะไม่มีทางแก้โดยได้คุยกับเพื่อนๆ น้องๆ ที่สนิทกัน ที่เค้าดูคลื่นวิทยุอยู่ พอสรุปแนวทางช่วงแรกได้ดังนี้ กรณีมีเงินทุน ให้เปิดตัวดีๆ เชิญสื่อเยอะๆ และจ้างเซเลบหรือคนดังมาเป็นดีเจ เพื่อให้เป็นกระแสข่าว รวมถึงไป Bartering กับสื่ออื่นๆ เช่น สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อป้ายโฆษณา สื่อทีวี ซึ่งจะช่วยเป็นอย่างมากในการขายช่วงแรก เพราะลูกค้าจะรู้จักและสนใจกรณีเงินทุนน้อย ช่วงแรกต้องเน้นที่ AE หรือพนักงานขาย ที่มี Connection ดีๆ กับลูกค้าและMedia Agency เพราะพวกนี้เค้าจะรู้ทางกันดี คอยช่วยเหลือกันอยู่ก็จะขายได้บ้าง แต่อาจจะถูกกดราคาไปพอสมควร แต่ก็ต้องยอมและเร่งสร้างกลุ่มคนฟังและชื่อเสียงโดยไวแต่ไม่ว่าจะมีเงินทุนเยอะหรือน้อย สิ่งที่ธุรกิจวิทยุสมัยนี้ต้องมีคือ “การสร้างแบรนด์” ซึ่งก่อนจะสร้างแบรนด์ ต้องดูกันเรื่องกลุ่มเป้าหมายก่อน ซึ่งทำคลื่นวิทยุ กลุ่มเป้าหมายต้องชัดเจนมากๆเช่น วัยรุ่น, คนทำงาน, คนต่างจังหวัด, คนรักกีฬา เป็นต้น แล้วจึงนำมาสร้างแบรนด์ ให้มีบุคลิกภาพ ที่กลุ่มคนนั้นๆ ชื่นชอบ

Tags:

แนวโน้มของธุรกิจการออกอากาศและการกระจายเสียง

Posted by on 05/29/2014 | Comments Off

ในยุคปัจจุบันมีแนวโน้มของธุรกิจการออกอากาศและการกระจายเสียงเพิ่มขึ้น เนื่องจากธุรกิจสื่อออกอากาศทางวิทยุนับเป็นสื่อชนิดหนึ่งที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่ายเพียงแค่มีเครื่องมือรับวิทยุนั้นก็สามารถที่จะรับฟังข้อมูลข่าวสารและความบันเทิงต่างๆได้ จึงทำให้มีผู้ผลิตรายการหันมาใช้สื่อออกอากาศทางวิทยุเพิ่มขึ้นทำให้มีการแข่งขันสูง ยกตัวอย่างเช่น สถานีวิทยุ FM 97.5 Mhz. สถานีวิทยุ 93.0 Cool สถานีวิทยุ 89 – Chill สถานีวิทยุ FM 100.50 Mhz. และอื่นๆ ซึ่งรายได้จากการออกอากาศจากสื่อโฆษณามีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและส่งผลให้ธุรกิจวิทยุมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ทำให้มีผู้ประกอบการหลายรายหันมาผลิตรายการเพื่อออกอากาศ ถึงจะมีข้อจำกัดในด้านของเวลาสำหรับการโฆษณาแต่ทางสถานีก็สามารถที่จะจัดแผนโฆษณาให้กับลูกค้าได้

จากการแข่งขันในธุรกิจวิทยุที่รุนแรงขึ้นจึงทำให้แต่ละรายการที่ออกอากาศต้องพยายามจัดรายการส่งเสริมการตลาดที่แตกต่างไปจากเดิม โดยการเปิดเพลงและให้ผู้ฟังร่วมแสดงความคิดเห็นในการร่วมสนุกผ่านทางอินเตอร์เน็ต หรือการส่ง SMS เข้ามาร่วมออกอากาศ การเล่นเกมชิงรางวัล หรือการนำบุคคลที่มีชื่อเสียงมาร่วมในรายการด้วย เช่น นักร้อง พิธีกร ซึ่งกลยุทธ์เหล่านี้มีส่วนเพิ่มสีสันให้กับธุรกิจได้อย่างมากทำให้รายการได้รับความสนใจจากผู้ฟังมากขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มที่รุนแรงขึ้น ในขณะที่แนวโน้มของการขยายตัวของรายได้ที่มาจากการโฆษณาสินค้าและบริการนั้นขยายตัวเพิ่มขึ้นไม่มากนัก สำหรับการเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการและสถานีวิทยุที่อาจจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ฟังที่มีทางเลือกเพิ่มมากขึ้น

จะเห็นได้ว่าคลื่นวิทยุส่วนใหญ่จะมีผู้ประกอบการรายใหญ่และหน่วยงานเอกชนเป็นผู้ผลิต ดังนั้นผู้ประกอบการที่ต้องการประกอบธุรกิจเหล่านี้ให้ประสบความสำเร็จในระยะยาวนั้น จึงจำเป็นจะต้องมีการพัฒนาทางด้านเนื้อหารายการให้มีความแปลกใหม่ โดดเด่น และมีคุณภาพอยู่เสมอ มีการปรับตัวให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงในด้านพฤติกรรมของผู้บริโภค รวมถึงมีการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อรักษาความสามารถใน การแข่งขันในระยะยาวได้

 

Tags:

การผลิตการกระจายเสียงสำหรับคลื่นวิทยุแนวใหม่

Posted by on 04/29/2014 | Comments Off

การผลิตการกระจายเสียงสำหรับคลื่นวิทยุแนวใหม่

ธรรมชาติของวิทยุกระจายเสียง คุณค่าของวิทยุกระจายเสียงอยู่ที่การเป็นสื่อมวลชนที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ทุกระดับ ไม่ว่าเพศใด วัยใด อาชีพ หรือภูมิลำเนาใดสามารถฟังวิทยุได้ แม้แต่คนพิการทางสายตา หรือผู้ที่ไม่รู้หนังสือ ก็ยังมีโอกาสได้เปิดโลกทัศน์ ได้รับความบันเทิง และข่าวสารความรู้ à ดังนั้น วิทยุกระจายเสียงจึงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคน ธรรมชาติของวิทยุกระจายเสียง เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ภาคกลาง สาธิตที่นั่งฟังวิทยุอยู่รับทราบข้อมูลจากการประกาศทางวิทยุ ในขณะที่เพื่อนๆ ซึ่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ในห้องสมุดยังไม่มีใครรู้เรื่องเลย แสดงให้เห็นว่า วิทยุกระจายเสียงมีคุณสมบัติด้าน “ความรวดเร็ว” ธรรมชาติของวิทยุกระจายเสียง ความรวดเร็ว การนำเสนอข้อมูลออกอากาศ นำเสนอได้รวดเร็ว ฉับไว ทันเหตุการณ์ เช่น รายการข่าว ทันทีที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น สามารถโทรเข้ามารายงานสดได้เร็วกว่าสื่อประเภทอื่น การมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันระหว่างผู้ดำเนินรายการและผู้ฟัง ในด้านของผู้จัดรายการสามารถสอดแทรกข้อมูลในรายการได้ทันที ตลอดเวลา ในด้านของผู้ฟังก็สามารถส่ง SMS ทักทาย ร่วมสนุก แสดงความเห็น หรือโทรศัพท์ไปขอเพลงได้รวดเร็วทันใจ ธรรมชาติของวิทยุกระจายเสียง มีเสียงและเพลงเป็นองค์ประกอบสำคัญ เสียงเป็นหัวใจของการผลิตรายการวิทยุ และผู้ผลิตต้องเลือกเสียงอย่างเหมาะสมด้วย เพื่อให้รายการน่าสนใจ มีการใช้เสียงหลายแบบ ทั้งเสียงบรรยายที่บอกอารมณ์ เสียงเพลง เสียง sound effect ช่วยทำให้น่าสนใจมากขึ้น มีเพียงเสียงของผู้ประกาศ / ผู้ดำเนินรายการ แม้เสียงจะไพเราะ แต่ก็ขาดสีสัน และทำให้ ไม่น่าสนใจเท่าที่ควร ธรรมชาติของวิทยุกระจายเสียง เห็นภาพก็รู้อารมณ์ ความรู้สึก กริยาท่าทาง ทำให้มีส่วนร่วม เพลิดเพลินและสนุกสนาน ใช้ภาพสื่อสาร บอกอารมณ์ความน่ากลัวของหนัง ช่วยให้ผู้ที่เห็นจินตนาการได้

ประเภทของงานเสียงในรายการวิทยุ Sweeper คือ เสียงพูดเปล่าๆ หรือ เสียงพูด + เสียงเพลง ความยาว 5-10 วินาที ใช้เปิดในรายการเพลงเพื่อเชื่อม หรือ คั่นเพลงสองเพลงที่มีจังหวะ และอารมณ์ต่างกัน มีบทบาทมากในการกวาดอารมณ์เพลงจากเพลงเร็วไปเพลงช้า หรือจากเพลงที่เนื้อหาต่างกัน แต่ยังทำให้รายการดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น กลมกลืน องค์ประกอบของการผลิตรายการภาษา ไม่ว่าจะเป็นภาษาเขียนที่ใช้เขียนบท หรือภาษาพูดที่เปล่งออกไปขณะดำเนินรายการ ต้องเป็นภาษาเข้าใจง่ายให้ผู้ฟังจับประเด็นได้ทันที ต้องใช้คำที่สั้น กระชับ รูปประโยคไม่ซับซ้อน ลีลาการพูด ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ น้ำเสียง จังหวะ ตลอดจนวิธีการพูด ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ทำให้รายการน่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลีลาของผู้ดำเนินรายการ ไม่ควรพูดเหมือนอ่านหนังสือ หรือ บรรยายในชั้นเรียน ที่สำคัญผู้ดำเนินรายการต้องสร้างเอกลักษณ์ของตัวเองให้เป็นที่จดจำและชื่นชอบได้ ก็จะช่วยให้มีผู้ฟังติดตามรายการเป็นประจำ

Tags: ,

Powered by Wordpress and Stripes Theme Entries (RSS) | Comments (RSS)