Latest posts

ความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีดนตรีเป็นส่วนประกอบหนึ่งในการทำธุรกิจ

Posted by on 01/15/2015 | Comments Off

ความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีและอิทธิพลของการสื่อสารมวลชนในสังคมสมัยใหม่ โดยเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ และสื่อดิจิตอล ส่งผลกระทบต่อสังคม วัฒนธรรมในทุกๆ ด้านวัฒนธรรมมวลชน (Mass Culture) ซึ่งเป็นเรื่องของสื่อ การตลาด การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการผลิตที่มีลักษณะเป็นมาตรฐาน (Standardization) และการผลิตซ้ำ (Reproduction) จำนวนมากๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคขนาดใหญ่ เรียกว่า “อุตสาหกรรมสร้างวัฒนธรรม”

ตลอดช่วง 50 ปีที่ผ่านมา พัฒนาการของดนตรีในประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากสื่อสารมวลชนในหลากหลายรูปแบบ ดังจะพบเห็นได้จากปรากฎการณ์ดนตรีที่เกิดจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสื่อสารมวลชนเข้ากับการทำงานดนตรีในรูปแบบต่างๆ เช่น การนำเทคโนโลยีสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ มาประยุกต์ใช้ในการสร้างสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ เพื่อการเรียนรู้ดนตรี หรือการบันทึกดนตรีเพื่ออนุรักษ์ไว้ในรูปแบบของวัฒนธรรมลายลักษณ์ หรือการใช้สื่อวิทยุ โทรทัศน์ และสื่ออิเล็คโทรนิค เพื่อเพิ่มช่องทางการสื่อสาร (Channel) ดนตรี จากเดิมที่ผู้เล่น (นักดนตรีหรือผู้ประพันธ์ดนตรี) จะสื่อสารกับผู้ฟัง (ผู้ฟังและผู้ชม) โดยตรง เป็นดนตรีที่ผู้เล่นสื่อสารกับผู้ฟังผ่านระบบสื่อสารมวลชน ซึ่งวัฒนธรรมดนตรีผ่านสื่อสารมวลชนนี้ ได้ทำให้ดนตรีมิใช่เป็นเพียงดนตรีของผู้เล่น หรือของปัจเจกชน (Private) อีกต่อไป แต่ดนตรีกลายเป็นวัฒนธรรมของมวลชนที่เป็นสาธารณะ (Public) และสร้างปรากฎการณ์ดนตรีที่เรียกว่า ดนตรีของมวลชน (Pop Music) ในรูปแบบต่างๆ กันออกไป

เทคโนโลยีของสื่อสารมวลชน ยังได้ก่อให้เกิดระบบทางวัฒนธรรมดนตรีที่สำคัญอีกประการหนึ่งได้แก่ “อุตสาหกรรมดนตรี” เพื่อดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับดนตรีหรือใช้ดนตรีเป็นส่วนประกอบหนึ่งในการทำธุรกิจ ดนตรีในอุตสาหกรรมดนตรีนั้น จะบันทึกดนตรีเก็บไว้ในสื่อ (Media) ประเภทต่างๆ เช่น สิ่งพิมพ์ แผ่นเสียง คาสเซ็ตเทป ซีดี วีซีดี ฯลฯ และสื่อดนตรีเหล่านี้ก็จะถูกนำไปใช้ประโยชน์ที่แตกต่างกันออกไป ทั้งในด้านการอนุรักษ์ เผยแพร่ บันเทิง หรือธุรกิจดนตรีอื่นๆ ตัวอย่างเช่น การถ่ายทอดสด/บันทึกการแสดงดนตรีเพื่อเผยแพร่ในรายการบันเทิงทางโทรทัศน์ การบันทึกดนตรีพื้นบ้านลงคาสเซ็ตเทปเพื่อการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม การบันทึกและใช้แผ่นเสียงดนตรีในรายการเพลงทางวิทยุ หรือแม้แต่การสร้าง/บันทึกทำนองเพลงต่างๆ ลงสื่อดิจิตอลที่เรียกว่า ริงโทน (Ring tone) เพื่อประโยชน์ในทางธุรกิจโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ตที่กำลังได้รับความนิยมในสังคมไทยปัจจุบัน เป็นต้น รวมไปถึง การใช้ประโยชน์จากการหลอมรวมของสื่อ (Convergence Media) ที่สามารถเชื่อมโยงสื่อต่างๆ เข้าด้วยกัน สร้างให้เกิดปรากฎการณ์ดนตรีในสังคมใหม่ ได้แก่ ดนตรีในอินเตอร์เน็ต ในเว็บไซต์ต่างๆ ซึ่งพบว่ามีทั้งการนำเสนอโน้ตดนตรีที่สามารถพิมพ์ออกมาในรูปแบบสื่อสิ่งพิมพ์ได้ สามารถฟังดนตรีทางวิทยุหรือชมการแสดงดนตรีทางโทรทัศน์บนอินเตอร์เน็ต รวมไปถึงการสร้าง, อัพโหลด และดาวน์โหลดเพลง และริงโทนแลกเปลี่ยนระหว่างผู้ใช้  ซึ่งผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์สามารถเลือกทำทุกอย่างหรือเลือกรับสาระทางดนตรีในสิ่งที่ต้องการได้ การหลอมรวมของดนตรีในสื่ออินเตอร์เน็ตดังกล่าว ทำให้ผู้ฟังดนตรีมีพื้นที่ที่สามารถจะเป็นทั้งผู้สร้างและผู้ฟังดนตรี สร้างดนตรีด้วยตนเองได้ สื่อสารดนตรีกับผู้อื่นได้ทั่วโลก จากอำนาจของการสื่อสารมวลชนที่มีต่อดนตรีดังกล่าว ทำให้ดนตรีเป็นทั้งศิลปะที่มีคุณค่า และเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งส่งผลต่อการกำหนดเนื้อหาสาระ ของสื่อดนตรีที่ต้องการเผยแพร่

อาจกล่าวได้ว่า ความเจริญก้าวหน้าและเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทั้งรูปแบบและเนื้อหาสาระ (Massage) ของดนตรีในสังคมไทยปัจจุบัน สื่อสารมวลชนทำให้ดนตรีมีการเคลื่อนย้ายฐานความรู้ ช่วยขยายขอบเขตการเรียนรู้ดนตรี เพิ่มช่องทางการเผยแพร่ดนตรี (Channel) สู่ผู้ฟังมากขึ้น ขณะเดียวกันข้อจำกัด ข้อดี และข้อเสียของสื่อแต่ละประเภทก็เป็นปัจจัยสาเหตุสำคัญในการกำหนดทิศทาง รูปแบบและเนื้อหาของดนตรี วัฒนธรรมดนตรีผ่านสื่อที่ถูกผลิตซ้ำ (re-production) ถูกใช้เพื่อสร้างกระแส และเปลี่ยนแปลงค่านิยมทางดนตรีในสังคม รวมไปถึงสุนทรียะของทั้งผู้เล่น (Sender) และผู้รับ (Receiver) สิ่งเหล่านี้ทำให้ดนตรีในสังคมไทยช่วง 50 ปีที่ผ่านมาถูกบันทึกและได้รับการเผยแพร่ในสังคมในรูปแบบที่หลากหลาย เกิดเป็นพัฒนาการของวัฒนธรรมดนตรี และสังคมคนดนตรีรูปแบบต่างๆ มากมาย อาทิ ดนตรีประกอบรายการโทรทัศน์ ดนตรีสำหรับงานโฆษณา มิวสิควิดีโอ ดนตรีประกอบภาพยนตร์ ดนตรีธุรกิจ หรือดนตรีออนไลน์ ซึ่งทั้งหมดเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้ฟังดนตรีที่จะเลือกรับหรือไม่รับ โดยสามารถฟัง อ่าน หรือชมดนตรีผ่านสื่อสารมวลชนในหลากหลายรูปแบบ

Tags:

รัฐบาลเห็นความสำคัญของวิทยุกระจายเสียงมากขึ้น

Posted by on 12/18/2014 | Comments Off

ยุคแรกที่ประเทศไทยเริ่มกิจการวิทยุกระจายเสียงนั้น กรมไปรษณีย์โทรเลขเป็นผู้ดำเนินงานมิได้มีการจัดรายการที่แน่นอน แต่เป็นไปในลักษณะการทดลองส่งกระจายเสียงซึ่งส่วนใหญ่เป็นเสียงเพลงและเสียงพูดประกาศ เพื่อเป็นการทดสอบฟังคุณภาพเสียง ต่อมาในปี พ.ศ. 2474 การส่งกระจายเสียงได้เริ่มมีการประกาศข่าวสาร ประกาศโฆษณาของบริษัท ห้างร้าน กระทั่งในปี 2475 ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชเป็นระบอบประชาธิปไตย สถานีวิทยุกระจายเสียงจึงได้จัดรายการให้ออกอากาศกระจายเสียงแพร่ข่าวสารไปสู่ประชาชนไทยในรูปแบบการอ่านข่าวขึ้น เพื่อให้ประชาชนรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นที่ไหนบ้าง ในปี พ.ศ. 2481 ได้โอนกิจการวิทยุกระจายเสียงมาสังกัดงานโฆษณาการ ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นกรมโฆษณาการและกรมประชาสัมพันธ์ตามลำดับ การจัดรายการเริ่มพัฒนาขึ้น แต่ก็ยังเป็นไปในรูปของการประกาศข่าว การใช้เพลงจากแผ่นเสียง โดยเฉพาะในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รายการทางวิทยุกระจายเสียงจะเน้นในการเสนอข่าวมากขึ้น เมื่อสงครามโลกยุติลง การขยายตัวของวิทยุกระจายเสียงเพิ่มมากขึ้นจากสถานีเพียงสถานีเดียวคือ สถานีวิทยุกระจายเสียงสังกัดกรมโฆษณาการ

ต่อมารัฐบาลเห็นความสำคัญของวิทยุกระจายเสียงมากขึ้น ในปี พ.ศ. 2492 ได้ขยายกิจการวิทยุกระจายเสียงกว้างขวางออกไป นักวิทยุกระจายเสียงตื่นตัวกันมากขึ้นได้มีการจัดรายการรูปแบบต่างๆ ขึ้น คือ มีการจัดรายการสารคดี การสัมภาษณ์ การสนทนา การตอบปัญหาและได้มีการนำรูปแบบการจัดรายการของต่างประเทศมาใช้ โดยเฉพาะสถานีของหน่วยราชการทหาร จัดรายการที่เน้นหนักไปทางเพลงและข่าวสาร การรณรงค์เพื่อความมั่นคงของชาติมากขึ้น ในปี พ.ศ. 2495 จัดตั้งสถานีวิทยุ 1 ปณ. ขึ้นส่งกระจายเสียงเป็นประจำทุกวันพร้อมกัน 4 ขนาดคลื่น ทำให้ประชาชนเกือบทั่วทั้งประเทศสามารถรับฟังวิทยุกระจายเสียงได้ การจัดรายการในระยะนี้มีทั้งรายการเพลงจากแผ่นเสียง การนำบทความจากหนังสือมาอ่านเพื่อเผยแพร่ความรู้ การแสดงสดของวงดนตรีทั้งไทยและสากล รายการละครวิทยุและเริ่มมีการโฆษณาสินค้าบ้าง ในปี พ.ศ. 2497 ได้จัดตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงในรูปแบบของการค้าและจดทะเบียนในรูปของบริษัทขึ้นใช้ชื่อว่า “สถานี ททท.” เป็นบริษัทไทยโทรทัศน์ จำกัด โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อดำเนินกิจการด้านวิทยุโทรทัศน์ทางการค้า ซึ่งปัจจุบันนี้ได้เปลี่ยนเป็นองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ อ.ส.ม.ท. การก่อตั้งสถานีวิทยุ ททท. ในสมัยนั้นได้นำความก้าวหน้ามาสู่วงการวิทยุกระจายเสียง ในด้านการจัดรายการมากขึ้น เพราะเริ่มมีการแข่งขันกันในด้านคุณภาพของรายการ เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ฟังมากขึ้น ได้มีการนำรูปแบบรายการจากต่างประเทศมาประยุคมากขึ้น

ความรู้เบื้องต้นในการผลิตสื่อวิดีทัศน์และรายการโทรทัศน์

Posted by on 11/06/2014 | Comments Off

การผลิตรายการโทรทัศน์เพื่อออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ทำได้ 2 ลักษณะ คือ การผลิตเป็นรายการสด และการบันทึกเป็นเทปโทรทัศน์ไว้ก่อน ซึ่งเป็นที่นิยมในปัจจุบัน เนื่องจากการบันทึกรายการลงในเทปโทรทัศน์สามารถผลิตรายการได้ง่ายกว่า และสามารถ แก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ก่อนนำไปออกรายการได้ ที่สำคัญคือเป็นการบันทึกภาพไว้ก่อน แล้วนำมาตัดต่อภายหลังเช่นเดียวกับการผลิตภาพยนตร์

รายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษา ถือเป็นนวัตกรรมในเชิงระบบ ส่วนสื่อวิดีทัศน์เป็นนวัตกรรมในเชิงสื่อ หากมองภาพรวมโดยไม่นำเอากระบวนการออกอากาศ มาร่วมด้วยแล้ว ทั้งสื่อวิดีทัศน์เพื่อการศึกษาและรายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษา เมื่อดูที่ขั้นตอนภาพรวมแล้ว จะมีลักษณะคล้ายคลึงกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับความละเอียดของกระบวนการผลิตในแต่ละขั้นตอน เพื่อให้การเรียนรู้เนื้อหาที่สมบูรณ์ ในบทเรียนนี้ จะได้เรียนรู้ถึงลักษณะ ความหมายของรายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษา และหลักการพัฒนาสื่อสื่อวิดีทัศน์เพื่อการศึกษา

 ประเภทของรายการโทรทัศน์
รายการโทรทัศน์ ถ้าจะจำแนกรูปลักษณ์การนำเสนอโดยละเอียดแล้ว สามารถจำแนกได้ 3 ประเภท
1.รายการโทรทัศน์เพื่อการค้า (Commercial Television : CTV)
เป็นรายการที่เราพบเห็นอยู่ทั่วไป ซึ่งสถานีส่งโทรทัศน์ส่วนใหญ่ จัดได้ว่า เป็นโทรทัศน์เพื่อการค้า รายการที่นำเสนอก็เป็นด้าน บันเทิง และธุรกิจการค้า การโฆษณา
2.รายการโทรทัศน์การศึกษา (Education Television : ETV)
เป็นรายการที่นำเสนอเพื่อความรู้ทั่วๆ ไป เช่น ความรู้ทางวิชาการด้านต่าง ๆ ศาสนา ขนบประเพณี ศิลปวัฒนธรรม ซึ่งบางครั้งอาจจะมีการโฆษณาอยู่บ้างในกรณีที่มีผู้สนับสนุนรายการ
3.รายการโทรทัศน์การสอน (Instructional Television : ITV)
เป็นรายการทวี่นำเสนอ เพื่อการเรียนการสอนโดยตรง ทั้งในระบบและนอกระบบโรงเรียน ซึ่งการแพร่สัญญาณ ก็อาจจะเป็นได้ทั้งระบบวงจรปิด (Close – Circuit Television) คือ ส่งสัญญาณตามสาย ไปยังเครื่องรับหลายๆ เครื่องในสถาบันการศึกษานั้น ๆ หรือเป็นระบบวงจรเปิด (Open – Circuit Television) ที่ส่งสัญญาณออกอากาศไปยังผู้รับไปสถานศึกษาที่อยู่ในสถานที่ต่าง ๆ  ในลักษณะของการสอนทางไกล หรือการประชุมทางไกล (Video Conferencing) หรืออาจจะเป็นการออกอากาศ ตามตารางปกติในรายวิชาที่สอน เช่น มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ออกรายการ ETV ที่ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ หรือ รายการของกรมการศึกษานอกโรงเรียน ซึ่งใช้ไทยคม ออกอากาศ ETV ของศูนย์เทคโนโลยีการศึกษา

Tags:

การตลาดและการแข่งขันของกลุ่มธุรกิจดำเนินการออกอากาศและสื่อโฆษณา

Posted by on 10/14/2014 | Comments Off

การตลาดและการแข่งขันของกลุ่มธุรกิจดำเนินการออกอากาศและสื่อโฆษณานั้นต้องมีนโยบายการตลาดดังต่อไปนี้

1. เพิ่มอัตราคนดูรวม เนื่องจากการวัดผลงานการจัดรายการของสถานีโทรทัศน์ จะสามารถพิจารณาได้จากอัตราคนดูในแต่ละช่วงเวลา สถานีจึงเน้นในการเลือกรายการที่มีคุณภาพและการจัดผังรายการให้เหมาะสม

2. เลือกสรรรายการที่มีคุณภาพ สถานีให้ความสนใจอย่างยิ่ง ในการคัดเลือกรายการที่จะนำมาแพร่ภาพในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การร่วมกับผู้ผลิตรายการเลือกบทประพันธ์หรือภาพยนตร์ ผู้กำกับการแสดง ตัวดาราผู้แสดง ตลอดจนควบคุมคุณภาพของรายการโดยตลอดทั้งกระบวนการ เพื่อให้รายการมีคุณภาพตามที่ต้องการและได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้ชมให้มากที่สุด

3. จัดผังรายการให้เหมาะสม เพื่อให้มีความเหมาะกับกลุ่มผู้ชมในแต่ละช่วงเวลาและหลีกเลี่ยงการแข่งขันกับรายการของสถานีโทรทัศน์ช่องอื่น ๆ ทั้งนี้ สถานีจัดได้ว่าเป็นผู้นำของการจัดผังรายการภายในกลุ่มผู้ประกอบการโทรทัศน์ด้วยกัน โดยมีการปรับเปลี่ยนผังรายการของสถานีไปเรื่อย ๆ ตามสมัยนิยม

4. ควบคุมคุณภาพของรายการ โดยเฉพาะรายการประเภทละคร สถานีมีนโยบายที่จะต้องผลิตให้เสร็จสมบูรณ์ก่อนที่จะเริ่มแพร่ภาพ เพื่อให้การถ่ายทำเป็นไปอย่างสมบูรณ์มากที่สุดโดยไม่ต้องรีบเร่ง เสี่ยงกับการที่จะถ่ายทำไม่ทันกับการแพร่ภาพ และสถานีจะไม่พยายามยืดเนื้อหาของรายการกว่าที่ควรจะเป็น เพื่อไม่ให้เกิดความเยิ่นเย้อ และก่อให้เกิดความไม่น่าสนใจขึ้น นอกจากนี้จะพยายามเลือกผู้ผลิตรายการให้เหมาะสมกับประเภทของละคร หรือเรื่องที่จะทำการผลิตทั้งนี้ เพราะผู้ผลิตรายการนั้นจะมีความถนัดที่แตกต่างกันไป เพื่อให้คุณภาพของละครมีความสมบูรณ์มากที่สุด

5. ครอบคลุมพื้นที่ถ่ายทอดให้ทั่วประเทศไทย สถานีได้ทำการขยายพื้นที่การแพร่ภาพของสถานีเรื่อย ๆ เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ของการรับชมให้มากที่สุด ทั้งในบริเวณที่มีสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขา หรือพื้นที่ที่รับสัญญาณได้ไม่ดีนัก ซึ่งจะทำให้การแพร่ภาพเข้าถึงคนไทยได้ทั่วทั้งประเทศพร้อมๆ กัน ในปัจจุบัน บริษัทจัดได้ว่าสามารถแพร่ภาพผ่านทางสถานีเครือข่ายจำนวน 32 สถานี ครอบคลุมพื้นที่ได้มากกว่าร้อยละ 90 ของพื้นที่ทั่วทั้งประเทศ และสามารถเข้าถึงประชาชนได้ถึงกว่าร้อยละ 96 ของประชาชนทั่วประเทศ

6. ปรับปรุงคุณภาพของสัญญาณ สถานีพยายามอย่างต่อเนื่องในการปรับปรุงระบบการรับและส่งสัญญาณภาพ เพื่อให้ผู้ชมสามารถรับชมรายการของสถานีได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ดังจะเห็นได้จากการที่สถานีได้ลงทุนในการปรับปรุงระบบสายอากาศของสถานีตามจังหวัดต่างๆอย่างต่อเนื่องมาตลอด โดยมุ่งที่จะทำให้ระบบการรับและส่งสัญญาณภาพมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

Tags:

การผลิตภาพยนตร์ 3 มิติมีการทำงานอย่างไร

Posted by on 09/30/2014 | Comments Off

การผลิตภาพยนตร์สามมิติได้รับความนิยมอย่างมากในเวลานี้ รวมทั้งทั่วโลกยังให้ความสนใจ เพราะมีภาพยนตร์หลายเรื่องที่ประสบความสำเร็จสูง เช่น Avatar ที่ทำให้ผู้ชมสัมผัสโลกเสมือนจริงเหมือนเป็นตัวละครตัวนั้น โดยจริงๆแล้วเทคโนโลยี 3 มิติ มีมานานพอสมควรแล้ว ในยุคแรกๆเราจะเรียกการแยกภาพ 3D แบบดั้งเดิมว่า แว่นตาสีแดงและสีน้ำเงิน ที่เป็นการซ้อนภาพสองภาพซ้อนลงไปในเฟรมเดียวกัน แต่มีข้อเสียคือทำให้ภาพสีไม่สด แต่มีข้อดีตรงราคาถูก

หลักการทำงานแสดงภาพ 3 มิติ เป็นที่ต้องยอมรับกันว่ามาแรงพอสมควร ถ้ามองจากวงการไอทีเราจะเห็นว่าผู้ผลิตทีวีหลายๆราย เปิดตัวทีวี 3 มิติกันอย่างพร้อมเพียงตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา อีกทั้งผู้ผลิตภาพยนตร์เริ่มนำเสนอภาพยนตร์ที่เป็น 3 มิติ กันมากขึ้น ในที่นี้เรามาเรียนรู้หลักการทำงานและการผลิตภาพยนตร์ 3 มิติกันเถอะ

Anaglyph(แว่นตาน้ำเงิน/แดง)

เป็นที่ทราบกันดีว่าเทคโนโลยี 3 มิติ นั้นมีมานานตั้งแต่สมัยอดีตแล้ว ซึ่งในยุคนั้นจะให้เป็นแว่นตาสีแดง-น้ำเงิน เพื่อทำให้เราสามารถชมภาพยนตร์ 3 มิติ ได้ โดยมีหลักการทำงาน คือ ซ้อนภาพสองภาพลงไปบนเฟรมเดียวกัน โดยทั้งสองภาพจะมีสีที่แตกต่างกันและซ้อนภาพเหลื่อมกันเล็กน้อย แต่ถ้ามองด้วยตาเปล่าอาจจะทำให้เบลอได้ ดังนั้นจึงต้องมีแว่นตาในการกรองภาพให้ออกมาเป็น 3 มิติ

Polarized 3-D Glasses

เป็นการทำงานของภาพ 3 มิติที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ภาพยนตร์ต่างๆก็ใช้เทคนิคนี้เช่นกัน รวมไปถึงโรงภาพยนตร์ด้วย การทำงานจะคล้ายกับ Anaglyph โดยแสดงภาพลงมาในเฟรมเดียวกันเหมือนเดิม แต่ไม่ใช้สีเป็นฟิลเตอร์ แต่ใช้เป็นการวางช่องของภาพ ใช้หลักการตาซ้ายและตาขวามองเห็นภาพที่ไม่เหมือนกัน ทำให้มองเห็นออกมาเป็นสามมิติจากการสั่งการของสมอง และการทำงานแบบนี้ราคาจะไม่สูงมาก

ในต่างประเทศเริ่มส่งเสริมให้มีการผลิตภาพยนตร์ 3 มิติมากขึ้น เพราะในอนาคตภาพยนตร์รูปแบบนี้จะสร้างรายได้อย่างมหาศาลแน่นอน ดังนั้นภาพยนตร์ไทยและละครไทยควรใช้โอกาสในการทำการตลาดด้านภาพยนตร์ 3 มิติได้แล้ว อีกทั้งละครไทยยังเป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้บริโภคชาวเอเชียโดยเฉพาะชาวจีน แต่อย่างไรก็ตามควรศึกษากลุ่มเป้าหมายเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันด้วย

Tags: ,

Powered by Wordpress and Stripes Theme Entries (RSS) | Comments (RSS)